4 เนื้อเพลงที่แต่งขึ้นจากดราม่าร้อนแรงปี 2018

ปี 2018 ที่ผ่านมา ทางฝั่งอเมริกามีเพลงฮิตติดกระแสจากเหล่านักร้องชื่อดังถูกปล่อยออกมาอย่างมากมาย งานนี้เรียกได้ว่าปล่อยของอย่างไม่มีกั๊กกันเลยจริง ๆ เราจะมาย้อนดูกันว่าว่าเพลงสากลไหนเพลงไหนบ้างที่ฮิตติดลมบน ดนตรีเต้นได้เนื้อร้องจำง่าย และนอกจากจะบรรจุกลิ่นอายของปี 2018 เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว เพลงเหล่านี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจากดราม่าร้อนที่เป็นประเด็นในโซเชียลเน็ตเวิร์คด้วย น่าสนใจใช่ไหมล่ะ

Thank you, Kayne, very cool.” – The 1975, Love it if we made it

                เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเพลงของ 1975 สื่อถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นความไม่เท่าเทียม ความรุนแรง การเหยียดเพศและเชื้อชาติ สงคราม ยาเสพติด ฯลฯ เพลง Love it if we made it มีเนื้อร้องที่พาดพิงถึงประธานาธิบดีแห่งสหรัฐคนปัจจุบัน Donald Trump ถึงสองครั้ง ในท่อน “I moved on her like a bitch / Excited to be indicted” ซึ่งประโยคแรกถูกตัดตอนมาจากคลิปเสียงช่วงหนึ่งของ Trump ที่แสดงทัศนคติในเชิงเหยียดเพศหญิง และท่อน “Thank you, Kayne, very cool” มาจากการที่ Trump ทวิตขอบคุณ Kanye West หลังจากที่ Kanye ออกมาแสดงความสนับสนุนต่อเขา ทำให้เพื่อนร่วมวงการหลายคนแห่กันเลิกติดตามเขาทางทวิตเตอร์ เพราะไม่เห็นด้วยกับการแสดงจุดยืนครั้งนี้

Youre hiding a child, let that boy come home Pusha T, The story of Adidon

                กลายเป็นดราม่าร้อนฉ่าในโลกโซเชียลไปพักใหญ่สำหรับ Drake ที่มีเพื่อนร่วมวงการคนนู้นคนนี้ออกมาแขวะตลอดอย่างไม่มีพัก ล่าสุดถูก Pusha T คู่อริแร็ปเปอร์แต่งเพลงแฉว่าเขาแอบไปมีลูกลับ ๆ กับดาราหนัง 18+ ซึ่งทางตัวแทน Drake ก็รีบออกมาแถลงว่า “เขาเชื่อว่าเด็กไม่ใช่ลูกของเขา แต่ถ้านั่นเป็นลูกของเขาจริง เขาก็จะทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อเด็ก” ซึ่งเวลานั้นหลายฝ่ายต่างเชื่อว่านี่เป็นเรื่องสร้างกระแสลวงโลก หากมีการตรวจ DNA ก็จะทำให้ข้อกล่าหาทั้งหมดกระจ่าง ในเพลง The story of Adidon ท่อน “You’re hiding a child” โจมตีประเด็นที่ Drake ไม่กล้าออกมายอมรับว่าเป็นพ่อเด็ก และท่อน “Let that boy come home” แสดงให้เห็นว่า Pusha T ถือไพ่เหนือกว่าเรื่องลูกชายของ Drake ถึงขั้นสั่งสอน Drake ให้ทำหน้าที่พ่อบ้าง ซึ่งล่าสุด Drake ก็ได้ออกมายอมรับแล้วว่า Adonis คือลูกชายของเขา ท่ามกลางกระแสโจมตีของผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค สมใจแร็ปเปอร์หนุ่มสัญชาติแคนาดา Pusha T เขาล่ะ ทีใครทีมันจริง ๆ

One taught me love, one taught me patience, and one taught me painAriana Grande, Thank u, next

ในปีที่ผ่านมา Ariana Grande ได้สูญเสียอดีตคนรักอย่าง Mac Miller แร็ปเปอร์หนุ่มที่เธอคบหามานานร่วม 2 ปี และเพิ่งจะเลิกรากันเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเธอได้เปิดเผยการเลิกราผ่านทาง Instagram อย่างไม่มีหมกเม็ด ถือเป็นการปิดฉากความสัมพันธ์ที่เป็นสาธารณะที่สุดเลยก็ว่าได้ ทว่าท่ามกลางความสูญเสียอันน่าเศร้าสลดนี้ นักร้องสาวรุ่นเล็กวัย 25 ปีกลับถูกวิพากย์วิจารณ์และตำหนิโดยมนุษย์คีย์บอร์ดในโลกโซเชียล ซึ่งเธอก็ไม่ได้ออกมาตอบโต้ แต่เธอกลับขอบคุณอดีตคนรักที่ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งเช่นในวันนี้ผ่านเพลง Thank u, next ที่ได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยผู้ฟังส่วนใหญ่บอกว่าเพลงนี้ช่วยให้พวกเขาก้าวข้ามการเลิกราของตนเองกับแฟนเก่าได้

My pussy wrote a thesis on colonialism” – Noname, Self

                “Self” เพลงแร็ปเบา ๆ ฟังสบายหูเพลงนี้มากจากอัลบั้มใหม่ล่าสุด Room 25 ของ Noname แร็ปเปอร์สาวจากชิคาโก้ ซึ่งพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันบนโลกของเราแบบแสบ ๆ คัน ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องพระเจ้า ศาสนา ความไม่เท่าเทียมทางเพศ เชื้อชาติ การหย่าร้าง ฯลฯ ในเพลงนี้เธอเล่นกับมุกตลกที่สังคมเหมารวม (Stereotype) ว่าผู้หญิงไม่สามารถแร็ปได้ ท่อน “My pussy wrote a thesis on colonialism” เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของเพศหญิงอย่างสุดโต่งและทรงพลัง “คุณคิดว่าผู้หญิงแร็ปไม่ได้เหรอ? ฉันเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องอาณานิคมด้วยอวัยเพศของฉันเลยล่ะ” ทันทีที่ Self ถูกปล่อยออกมาก็สร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับผู้ฟังเป็นอย่างมาก จนหลายคนยกให้เป็นสุดยอดเนื้อเพลงแห่งปีไปแล้ว

นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของเพลงที่ถูกแต่งขึ้นจากประเด็นร้อนในสังคมเท่านั้น ยังมีอีกหลายเพลงที่ชำแหละลึกลงไปในปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่เรามองข้ามไป ในส่วนของปี 2019 เราก็มารอลุ้นกันดีกว่าว่าจะมีเรื่องราวดราม่าไหนบ้างที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานเพลงฮิต ๆ ขึ้นมาอีก ซึ่งไม่ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของโลกโซเชียลหนักขนาดไหน คนที่ได้กำไรเต็ม ๆ ก็คือวงการเพลงและคนฟังเพลงอย่างพวกเรานี่เอง