มาทำความรู้จักกับ “Warsong” อัลบั้ม EDM Remix จากเกม MOBA ชื่อดัง League of Legends (LoL)

เป็นที่ทราบกันดีในแวดวงธุรกิจในขณะนี้ ว่าตลาดเกมของโลกมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เกมได้กลายมาเป็นกีฬายอดนิยมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เล่นระดับมืออาชีพ (Pro-player) เกมเมอร์ สตรีมเมอร์ และนักแคสเกม ได้เหยียบหลักหมื่นหลักแสนในแต่ละเดือน ไม่นับรวมรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกมและอีสปอร์ต ซึ่งการทำเพลงประกอบกีฬานี้ ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

                การรวมตัวกันระหว่างวงการเกมและวงการเพลงจึงอยู่ในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ทั้งสองอุตสาหกรรม นอกจากนั้นผู้เล่นเกมยังได้เก็บเพลงดีจังหวะโดนเข้าเพลย์ลิสต์แบบฟรี ๆ ด้วย เรียกว่าวิน-วินกันทุกฝ่าย และในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงค่ายเพลงค่ายแรก ๆ ที่ดึงเอานักร้องนักทำเพลง นำมาร่วมงานด้วยอย่าง Riot Game นั่นเอง

                เคยสงสัยไหมว่าการเล่นเกมที่คุณชื่นชอบไปพร้อม ๆ กับการเปิดฟังเพลงโปรดมันจะดีขนาดไหน? Riot game เอาใจทั้งคนรักเกมและคนรักเสียงเพลง ด้วยการจับมือกันทำเพลงร่วมกับศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดในอุตสาหกรรม Electronic dance music หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า EDM เพื่อสร้างอัลบั้ม EDM Remix สำหรับเกม League of Legends ที่มีชื่อว่า “Warsong”

                ถ้าคุณเป็นสาวก EDM คุณคงรู้จัก Marshmellow ดีอยู่แล้ว ตามความคิดของเขา เขาเห็นว่าการรวมตัวกันระหว่าง EDM และ LoL นั้นเหมาะเจาะและสมบูรณ์แบบ เนื่องจากนักเล่นเกมส่วนใหญ่มักจะชื่นชอบเพลง EDM อยู่แล้วเพราะมันเข้ากับสถานการณ์ลุ้น ๆ ในเกม

                นักทำเพลงที่เป็นนิยมอย่าง Marshmellow, MitiS, James Egbert, Hyper Potions, Mako, Dan Negovan, Arty, Juaz, Photoshredanoid, Vicetone และ Minnesota ได้ร่วมรีมิกซ์เพลง EDM ทั้งหมด 11 เพลงในอัลบั้ม Warsong  พวกเขาบางคนเป็นเกมเมอร์ตัวยง ถึงได้รู้และเข้าใจเป็นอย่างดีว่าลักษณะเพลงและดนตรีแบบไหนที่จะถูกอกถูกใจเหล่าเกมเมอร์ที่อยู่ระหว่างการต่อสู้ในเกม

Tracklist for Warsong:

1.Piercing Light (Mako Remix)

2.Edge of Infinity (Minnesota Remix)

3.Welcome to Planet Urf (Jauz Remix)

4.PROJECT: Yi (Vicetone Remix)

5.Flash Funk (Marshmello Remix)

6.Let The Games Begin (Hyper Potions Remix)

7.Worlds Collide (Arty Remix)

8.The Glory (James Egbert Remix)

9.The Boy Who Shattered Time (MitiS Remix)

10.Lucidity (Dan Negovan Remix)

11.Silver Scrapes (ProtoShredanoid Remix)

มาเป็นอัลบั้ม แถมยังมีคอนเซ็ปท์ยังชัดเจนซะ ก็เป็นที่คาดเดาได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้คงเกิดการแข่งขันของเพลง Genre ใหม่อย่างเพลงจากเกมขึ้นเป็นแน่ เพราะค่ายเกมใหญ่ๆ ต่างก็เริ่มให้ความสำคัญกับการทำเพลงสำหรับเกมของตนบ้างแล้ว เอาจริงเอาจังกันขนาดนี้ ติดแท็ก #งานนี้พี่ไม่ได้มาเล่น ๆ ให้โลด

4 เนื้อเพลงที่แต่งขึ้นจากดราม่าร้อนแรงปี 2018

ปี 2018 ที่ผ่านมา ทางฝั่งอเมริกามีเพลงฮิตติดกระแสจากเหล่านักร้องชื่อดังถูกปล่อยออกมาอย่างมากมาย งานนี้เรียกได้ว่าปล่อยของอย่างไม่มีกั๊กกันเลยจริง ๆ เราจะมาย้อนดูกันว่าว่าเพลงสากลไหนเพลงไหนบ้างที่ฮิตติดลมบน ดนตรีเต้นได้เนื้อร้องจำง่าย และนอกจากจะบรรจุกลิ่นอายของปี 2018 เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว เพลงเหล่านี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจากดราม่าร้อนที่เป็นประเด็นในโซเชียลเน็ตเวิร์คด้วย น่าสนใจใช่ไหมล่ะ

Thank you, Kayne, very cool.” – The 1975, Love it if we made it

                เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเพลงของ 1975 สื่อถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นความไม่เท่าเทียม ความรุนแรง การเหยียดเพศและเชื้อชาติ สงคราม ยาเสพติด ฯลฯ เพลง Love it if we made it มีเนื้อร้องที่พาดพิงถึงประธานาธิบดีแห่งสหรัฐคนปัจจุบัน Donald Trump ถึงสองครั้ง ในท่อน “I moved on her like a bitch / Excited to be indicted” ซึ่งประโยคแรกถูกตัดตอนมาจากคลิปเสียงช่วงหนึ่งของ Trump ที่แสดงทัศนคติในเชิงเหยียดเพศหญิง และท่อน “Thank you, Kayne, very cool” มาจากการที่ Trump ทวิตขอบคุณ Kanye West หลังจากที่ Kanye ออกมาแสดงความสนับสนุนต่อเขา ทำให้เพื่อนร่วมวงการหลายคนแห่กันเลิกติดตามเขาทางทวิตเตอร์ เพราะไม่เห็นด้วยกับการแสดงจุดยืนครั้งนี้

Youre hiding a child, let that boy come home Pusha T, The story of Adidon

                กลายเป็นดราม่าร้อนฉ่าในโลกโซเชียลไปพักใหญ่สำหรับ Drake ที่มีเพื่อนร่วมวงการคนนู้นคนนี้ออกมาแขวะตลอดอย่างไม่มีพัก ล่าสุดถูก Pusha T คู่อริแร็ปเปอร์แต่งเพลงแฉว่าเขาแอบไปมีลูกลับ ๆ กับดาราหนัง 18+ ซึ่งทางตัวแทน Drake ก็รีบออกมาแถลงว่า “เขาเชื่อว่าเด็กไม่ใช่ลูกของเขา แต่ถ้านั่นเป็นลูกของเขาจริง เขาก็จะทำสิ่งที่ถูกต้องเพื่อเด็ก” ซึ่งเวลานั้นหลายฝ่ายต่างเชื่อว่านี่เป็นเรื่องสร้างกระแสลวงโลก หากมีการตรวจ DNA ก็จะทำให้ข้อกล่าหาทั้งหมดกระจ่าง ในเพลง The story of Adidon ท่อน “You’re hiding a child” โจมตีประเด็นที่ Drake ไม่กล้าออกมายอมรับว่าเป็นพ่อเด็ก และท่อน “Let that boy come home” แสดงให้เห็นว่า Pusha T ถือไพ่เหนือกว่าเรื่องลูกชายของ Drake ถึงขั้นสั่งสอน Drake ให้ทำหน้าที่พ่อบ้าง ซึ่งล่าสุด Drake ก็ได้ออกมายอมรับแล้วว่า Adonis คือลูกชายของเขา ท่ามกลางกระแสโจมตีของผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค สมใจแร็ปเปอร์หนุ่มสัญชาติแคนาดา Pusha T เขาล่ะ ทีใครทีมันจริง ๆ

One taught me love, one taught me patience, and one taught me painAriana Grande, Thank u, next

ในปีที่ผ่านมา Ariana Grande ได้สูญเสียอดีตคนรักอย่าง Mac Miller แร็ปเปอร์หนุ่มที่เธอคบหามานานร่วม 2 ปี และเพิ่งจะเลิกรากันเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเธอได้เปิดเผยการเลิกราผ่านทาง Instagram อย่างไม่มีหมกเม็ด ถือเป็นการปิดฉากความสัมพันธ์ที่เป็นสาธารณะที่สุดเลยก็ว่าได้ ทว่าท่ามกลางความสูญเสียอันน่าเศร้าสลดนี้ นักร้องสาวรุ่นเล็กวัย 25 ปีกลับถูกวิพากย์วิจารณ์และตำหนิโดยมนุษย์คีย์บอร์ดในโลกโซเชียล ซึ่งเธอก็ไม่ได้ออกมาตอบโต้ แต่เธอกลับขอบคุณอดีตคนรักที่ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งเช่นในวันนี้ผ่านเพลง Thank u, next ที่ได้รับผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยผู้ฟังส่วนใหญ่บอกว่าเพลงนี้ช่วยให้พวกเขาก้าวข้ามการเลิกราของตนเองกับแฟนเก่าได้

My pussy wrote a thesis on colonialism” – Noname, Self

                “Self” เพลงแร็ปเบา ๆ ฟังสบายหูเพลงนี้มากจากอัลบั้มใหม่ล่าสุด Room 25 ของ Noname แร็ปเปอร์สาวจากชิคาโก้ ซึ่งพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันบนโลกของเราแบบแสบ ๆ คัน ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องพระเจ้า ศาสนา ความไม่เท่าเทียมทางเพศ เชื้อชาติ การหย่าร้าง ฯลฯ ในเพลงนี้เธอเล่นกับมุกตลกที่สังคมเหมารวม (Stereotype) ว่าผู้หญิงไม่สามารถแร็ปได้ ท่อน “My pussy wrote a thesis on colonialism” เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของเพศหญิงอย่างสุดโต่งและทรงพลัง “คุณคิดว่าผู้หญิงแร็ปไม่ได้เหรอ? ฉันเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องอาณานิคมด้วยอวัยเพศของฉันเลยล่ะ” ทันทีที่ Self ถูกปล่อยออกมาก็สร้างความตะลึงพรึงเพริดให้กับผู้ฟังเป็นอย่างมาก จนหลายคนยกให้เป็นสุดยอดเนื้อเพลงแห่งปีไปแล้ว

นี่เป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างของเพลงที่ถูกแต่งขึ้นจากประเด็นร้อนในสังคมเท่านั้น ยังมีอีกหลายเพลงที่ชำแหละลึกลงไปในปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่เรามองข้ามไป ในส่วนของปี 2019 เราก็มารอลุ้นกันดีกว่าว่าจะมีเรื่องราวดราม่าไหนบ้างที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานเพลงฮิต ๆ ขึ้นมาอีก ซึ่งไม่ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของโลกโซเชียลหนักขนาดไหน คนที่ได้กำไรเต็ม ๆ ก็คือวงการเพลงและคนฟังเพลงอย่างพวกเรานี่เอง

ย้อนดูตำนานเพลงรักสุดโรแมนติกที่กุมหัวใจคนทั้งโลก Titanic

“l’m the king of all world” เมื่อพูดประโยคนี้ขึ้นมา เราทุกคนก็จะนึกถึงเสียงของแจ็ค ที่ตะโกนดังลั่นบนเรือ Titanic ว่า “ฉันนี่แหละที่เป็นราชาของโลกใบนี้” แน่นอนว่าหนังรักโรแมนติกอย่าง Titanic ไม่มีใครไม่รู้จักอย่างแน่นอน ว่าด้วยเรื่องราวความรักต่างชนชั้นของแจ็ค หนุ่มนักวาดรูปพเนจรคนธรรมดา กับโรส คุณหนูในตระกูลชั้นสูงศักดิ์ โดยพวกเขาต้องพิสูจน์ความรักที่แท้จริงบนเรือ Titanic เรือที่ว่ากันว่าไม่มีวันจม แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรมารับประกันได้ เพราะความสำเพร่าของกัปตัน ทำให้เรือได้ชนกับภูเขาน้ำแข็ง จนเกิดเหตุโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ขึ้น พวกเขาทั้งสองต้องพิสูจน์ความรักที่มีให้กัน และหนีเพื่อเอาชีวิตรอดออกมาจากเรือมรณะนี้ให้จงได้ ซึ่งเรื่องนี้มีทั้งความรัก การแบ่งชนชั้น ดราม่า ความตื่นเต้น ลุ้นระทึก มาครบรส ทำให้ Titanic เป็นภาพยนตร์ในดวงใจของผู้คนทั่วโลกนั่นเอง โดยผู้กำกับที่กำกับเรื่องนี้คือ เจมส์ แคเมรอน และได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาร์ปริโอ และ เคต วินสเล็ต มาแสดงนำ โดยเรื่องนี้ก็ทำรายได้ทั่วโลกไปอย่างถล่มทลาย และกวาดรางวัลออสการ์ไปมากถึง 11 สาขา

ไม่เพียงแต่เฉพาะหนังที่ดังเท่านั้น เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ดังเป็นพลุแตกเอามาก ๆ ด้วย อย่างเพลง My Heart Will Go On ซึ่งเพลงนี้ขับร้องโดยนักร้องสาวเสียงทรงพลัง เซลีน ดิออน เรียบเรียงดนตรีโดย เจมส์ โฮวเนอร์ และในส่วนของคำร้องเป็นผลงานการประพันธ์ของวิล เจนนิงส์ ในอัลบั้ม Titanic: Music from the Motion Picture ออกจำหน่ายครั้งแรกในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเพลงนี้ได้บรรจุลงในอัลบั้มของเซลีน ดิออน เล็ทส์ทอคล์อะเบาท์เลิฟ และขึ้นสู่อันดับ 1 ทั่วโลก

อิทธิพลของเพลง My Heart Will Go On ที่ดังสุดขีดในปี 2540

กระแสของเพลง My Heart Will Go On ในปี 2540 นั้นดังไม่หยุดฉุดไม่อยู่จริง ๆ ซึ่งเพลงสามารถทำยอดขายในแต่ละประเทศทั่วโลกได้อย่างมากมายมหาศาล อาทิ เช่น สหรัฐอเมริกา เพลงนี้อยู่บนชาร์ตฮอตแอร์เพลย์ของบิลบอร์ดในอันดับที่ 1 นานกว่า 10 สัปดาห์ ในเยอรมันเพลงนี้สามารถทำยอดขาย 2,000,000 ชุด และอังกฤษกว่า 1,000,000 ชุด รวมถึงประเทศอื่น ๆ ด้วย และเพลงยังได้รับรางวัล Academy Award รางวัล Best Original Song ในปี พ.ศ.2540 และรางวัลอันทรงเกียรติต่าง ๆ อีกมากมาย ตามมาเพื่อการันตีความฮอตของเพลงอย่างไม่ขาดสาย

ญี่ปุ่นไอเดียดี ออกแบบเพลงดังสู่ผลิตภัณฑ์สินค้า

ซึ่งความดังของเพลงยังส่งต่อให้ประเทศญี่ปุ่น ได้เกิดไอเดียทำการผลิตสินค้าที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงนี้เช่นกัน โดยได้ออกแบบมาเป็นกล่องดนตรี ในปี 2007 ซึ่งออกแบบโดยบริษัท ซันเกียว ญี่ปุ่น และ รูดส์ มิวสิค สวิชเซอร์แลนด์ และนอกเหนือจากนั้นยังพบว่ามีการออกแบบเพลง My Heart Will Go On ลงในนาฬิกาแขวนรุ่น Melodies in Motion Clocks อีกด้วย

ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตำนานของชาวยุค 90 จริง ๆ สำหรับเพลง My Heart Will Go On เพลงประกอบภาพยนตร์รักที่ดังที่สุดในโลก อย่าง Titanic  ซึ่งถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปหลายสิบปีแล้ว แต่เมื่อจะฟังอีกกี่รอบเพลงนี้ก็ยังคงติดตราตรึงใจชาวแฟน ๆ Titanic ได้เสมอ ถือเป็นเพลงรักอมตะนิรันดร์กาลโดยแท้จริง

 

Delicate ปัง ขึ้นอันดับ 1 Pop Songs Airplay Chart บน Billboard

หลังจากที่เพลง Delicate ของนักร้องสาวสุดฮอตที่สุดแห่งยุคอย่าง Taylor Swift  ถูกปล่อยในยูทูป ในวันที่ 11 มี.ค. 2018 ก็สร้างกระแสความแรงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนตอนนี้ก็ยังคงอยู่บนชาร์ต ซึ่งตอนนี้อัพเดตล่าสุด จาก Billboard เพลง Delicate ก็ทะยานขึ้น อันดับ 1 Pop Songs Airplay Chart เป็นทีเรียบร้อย จากที่ครองตำแหน่งที่สามมาสักพัก โดย  Delicate นั้นเป็นซิงเกิลที่สอง ของอัลบั้ม Reputation โดยก่อนหน้านี้เธอได้ปล่อยซิงเกิลแรกอย่าง look what you made me do ก็ขึ้นท็อปชาร์ตในวันที่ 28 ตุลาคมปีก่อนด้วย ตามมากับ Ready for it และ end-game ตามลำดับ

ซึ่งเพลง Delicate ก็มียอดชมในยูทูป ไปแล้วกว่า  229 ล้านวิว และยังคงเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดย Delicate จัดว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ทำให้คนที่ติดตามสาว Taylor ได้เข้าใจในตัวเธอมากขึ้น ถึงชื่อเสียงและชื่อเสียที่เธอเคยได้ประสบพบเจอมาก่อนหน้านี้ และในอัลบั้มนี้เธอก็กลับมาแล้ว พร้อม New taylor ที่เธอต้องการจะเป็นจริง ๆ ซึ่งเราจะสัมผัสได้จากทำนองของเพลงที่ชวนเศร้าพร้อมกับเรื่องราวที่เธอได้ฝากไว้ใน MV แถมเพลงนี้สาว Taylor ก็โชว์สเต็ปการเต้นซอฟต์ ๆ เข้าถึงอารมณ์ให้เราได้ชมกันด้วย

MV ในอัลบั้มสุดปังของ Taylor Swift  : Reputation

                นอกจาก Delicate ที่เป็นเพลงดังที่สุดตอนนี้แล้ว ก็มีเพลงในอัลบั้มถึง 15 เพลง ซึ่งตอนนี้ก็มีเพลงที่มี MV ออกมาแล้ว 4 เพลง แต่ละเพลงต่างมีความหมายที่ดีมาก ๆ สมกับที่คนทั้งโลกต่างรอคอยกันมานาน

Look What You Made Me Do – ซิงเกิลแรกที่ถูกปล่อยในสายตาชาวโลก ซึ่งสร้างปรากฏการณ์เพลงที่มีคนดูสูงที่สุดใน 24 ชั่วโมงแรก ด้วยยอดวิว 39 ล้านวิวและปัจจุบัน MV นี้ก็มียอดวิวทะลุถึง 940 ล้านวิวแล้ว เพราะ MV นี้ถือเป็นการเปิดตัว New Taylor อย่างแท้จริง อย่างประโยคสุดแซ่บที่พูดใน MV ว่า “I’m sorry, the old Taylor can’t come to the phone right now , Why? ,Oh, cause she’s dead!” โดยใน MV Look What You Made Me Do ก็มีการสอดแทรกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับตัวเธอมากมาย เรียกได้ว่าแซ่บมากเลยทีเดียวล่ะ

Ready For It? – สาว Taylor มาในมาดสาวเท่ที่เป็นฆาตกร ที่มองความรักเป็นเกม ๆ หนึ่งเท่านั้น ไม่กล้ามอบหัวใจให้กับใคร เพราะมอบไปก็มีแต่พัง ซึ่ง MV เธอเล่นเป็นสองบทบาทคือ คนที่ระแวงความรัก กับคนที่กล้าจะมีความรัก และอยากมีความรักที่มั่นคง ซึ่งจริง ๆ แล้วเธอหมายถึงหนุ่มในหัวใจคนใหม่ของเธอนั่นเอง

End Game (Feat. Ed sheeran & Future ) – เพลงนี้เป็นเพลงที่ถูกคนต่างคาดหวังว่ามันต้องปังแน่ ๆ เพราะได้หนุ่ม ๆ นักร้องสุดฮอตอย่าง Ed sheeran และ Future มาร่วมร้องและแร็พด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าลงตัวเอามาก ๆ โดยเป็นเพลงเกี่ยวกับความรักตามสไตล์ สาว Taylor เช่นเดิม เสริมด้วยบีทเท่ ๆ ที่แปลกใหม่ด้วยส่งเสริมให้เพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงปังของ Taylor

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับ เพลง ในอัลบั้มนี้ ที่ปล่อย MV ออกมาให้เราได้ชมกันแล้ว เรียกได้ว่าเป็นอัลบั้มที่ทั่วโลกต่างรอคอยจริง ๆ ไม่ผิดหวัง เลย ส่วนใครที่อยากฟังเพลงที่เหลือในอัลบั้มก็ตามไปฟังกันได้ และอย่าลืมสนับสนุนอัลบั้มของสาว Taylor Swift  กันด้วยล่ะ แฟนตัวจริงอย่าพลาดเชียว

 

ชวนฟังเพลงเพราะที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ LGBT !!  

ปัจจุบันบุคคลประเภท “LGBT” (กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ) ได้รับการยอมรับจากสังคมและเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น เรามักจะได้เห็นการ์ตูน ภาพยนตร์ ละคร ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชายรักชาย หญิงรักหญิง หรือคนข้ามเพศอยู่บ่อย ในวงการดนตรีก็มีเพลงที่มีเนื้อหา และศิลปิน ที่มีสไตล์เพลง เกี่ยวกับกลุ่ม LGBT ด้วยเช่นกัน ฉะนั้นวันนี้เราขอยกตัวอย่างเพลงและ MV ที่มีเนื้อหา LGBT มาฝากกัน บอกเลยว่า เพราะมาก ความหมายดีด้วย

 I Kissed A Girl ผลงานเพลงป็อปร็อกจากตัวแม่อย่าง “เคที เพร์รี” (Katy Perry) ถือว่าเป็นเพลง LGBT ยุคแรก ๆ ที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เกี่ยวกับบความเหมาะสมของเนื้อหา ที่ว่าด้วยการจูบผู้หญิงด้วยกัน มันสร้างความสับสนว่าผิดหรือไม่ผิด แต่หลายคนก็ชอบเหลือเกิน ถึงแม้จะโดนวิจารณ์ก็ยังมีกระแสตอบรับก็ดีไม่ใช่น้อย ขึ้นชาร์ตฮิตมากมาย ตั้งแต่ปี 2008-2013 เลยทีเดียว
ลิงค์เพลง : https://www.youtube.com/watch?v=tAp9BKosZXs

                Girls Like Girls ซิงเกิลจากสาวน้อยมาดเท่ “เฮย์ลี คิโยโกะ” (Hayley Kiyoko) เธอเป็นทั้งนักร้อง นักแสดง นางแบบ ฯลฯ ความสามารถล้นมือ โดยส่วนตัวเธอชอบผู้หญิงด้วยกัน และดิ้นรนที่จะเปิดเผยตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็กลัวว่าสังคมจะไม่ยอมรับ ส่วนเพลง Girl Like girl เนื้อหาว่าด้วยผู้หญิงก็ชอบผู้หญิงได้เหมือนที่ผู้ชายทำนะ มันเป็นเรื่องปกติ แนวเพลงเป็นป็อปสบาย ๆ ฟังเพลิน เนื้อหาของ MV ก็น่ารักไม่ได้หวือหวา เพลงอื่น ๆ ของเธอก็เพราะไม่แพ้กัน เช่น Gravel to the tempo และ Curious เป็นต้น

ลิงค์เพลง : https://www.youtube.com/watch?v=I0MT8SwNa_U

                 Lay Me Down จาก “แซม สมิธ” (Sam Smith) นักร้องอาร์แอนด์บีชาวอังกฤษ ที่มีน้ำเสียงทรงพลังและโดดเด่นไม่เหมือนใคร เพลงของเขาฮิตติดชาร์ตคุ้นหูหายเพลง ทั้ง Too Good At Goodbyes, Writing’s On The Wall, Stay With Me, Leave Your Lover ฯลฯ ส่วนเพลง “Lay Me Down” เป็นเพลงรักหวานหูปนเศร้า ส่วนเนื้อหาใน MV ก็ตรงตามโจทย์ว่าด้วยคู่รักชายชาย ที่สูญเสียคนรักไป โดยแซม สมิธ แสดงเองเลย ถือว่าเป็นการประกาศตัวว่าเขาชอบผู้ชายแบบอ้อม ๆ ไปด้วยเลยทีเดียว

ลิงค์เพลง  : https://www.youtube.com/watch?v=HaMq2nn5ac0

              WILD เพลงจังหวะแปลกหู เนื้อหาเคลิ้มจาก “ทรอย ซีวาน” (Troye Sivan) ศิลปินวัยรุ่นชาวแอฟริกาใต้ ที่โด่งดังมาจากยูทูป เพลงของทรอยเป็นเพลงแนวป็อปอินดี้ แต่ฟังง่าย เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับความรัก สำหรับเพลง Wild เป็นซิงเกิลที่ออกมาเมื่อปี 2015 ใน MV มีเนื้อหาว่าด้วยเพื่อนชาย 2 คนที่เติบโตขึ้นมาและรักกัน ได้กระแสตอบรับดีมาก ทรอยเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ออกมาประกาศกันตรง ๆ ว่าเขาเองก็ชอบผู้ชาย และหลังจากนั้นเพลงของเข้าก็ยิ่งชัดเจน บ่งบอกรสนิยมทางเพศมากขึ้น อาทิ “My My My” และ “YOUTH  For Him”

ลิงค์เพลง : https://www.youtube.com/watch?v=fdXNNveYOfU

บทเพลงมีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกลุ่มคน LGBT ในไทยก็มีเช่นกัน เช่น เพียงข้างหลัง-อ๊อฟ ปองศักดิ์, ชนุดม-Chanudom หรือ เพื่อนรัก-The Pakinson เป็นต้น แต่ละเพลงเพราะและติดชาร์ตไม่แพ้เพลงสากล คาดว่าอนาคตมีผลงานใหม่ ๆ มาให้เราได้ติดตามกันอีกแน่นอน ปักหมุดรอได้เลย

 

ชวนฟังเพลงเพราะจากอัลบั้มดังวง “Coldplay”

                นาทีคงไม่มีใครไม่รู้จักศิลปินระดับโลกอย่าง โคลด์เพลย์ (Coldplay) วง Alternative Rock จากเมืองผู้ดี ซึ่งมีสมาชิก 4 คนมาตั้งแต่ก่อตั้ง ได้แก่ คริส มาร์ติน, จอนนี่ บั๊คแลนด์, กาย เบอร์รีแมน และ วิล แชมป์เปียน แต่ละคนในวงมีความเปรื่องในดนตรีหลายชนิด เล่นออกมาอย่างลงตัว เพลงของโคลด์เพลย์ราวกับเวทมนตร์สะกดคนฟังมาได้ตั้งแต่อัลบั้มแรก จนถึงอัลบั้มปัจจุบันเลยทีเดียว และเป็นหนึ่งศิลปินที่กวาดรางวัลจากเวทีต่าง ๆ มากกว่า 85 รางวัล มีชื่อเข้าชิงกว่า 252 ครั้ง วันนี้เราจะพาไปรู้จักวงโคลด์เพลย์ให้มากกว่าเดิมด้วยการหยิบเพลงฮิตจากอัลบั้มต่าง ๆ มารวมลิสต์ไว้ให้ไปหาฟังทีเดียว

Parachutes

                อัลบั้มแรกของวงโคลด์เพลย์เมื่อปี 2000 ได้รับความสำเร็จและกระแสตอบรับที่ดีมาก ขึ้นชาร์ตประเทศอังกฤษอย่างรวดเร็ว เนื้อหาส่วนมากของอัลบั้มจะออกแนว อกหัก ความรักและชีวิต พร่ำเพ้อหน่อย ๆ สำหรับเพลงชูโรงของอัลบั้มนี้ ได้แก่เพลง “Trouble” เพลงช้าเคลิ้ม ๆ ที่มี MV อินดี้มาก ส่วนอีกเพลงที่กลายหนึ่งไม่รองใคร ได้แก่เพลง “Yellow” เพลงนี้ถือเป็นเพลงประจำวงเลยก็ว่าได้ ดังเป็นพลุแตก ครองใจคนฟังด้วยเนื้อหาโรแมนติกสุด ๆ

A Rush of Blood to the Head 2002

ออกมาติด ๆ ตอนปี 2002 เป็นอัลบั้มที่กวาดรางวัลเยอะที่สุดอัลบั้มหนึ่ง ทั้งเวทีแกรมมีปี 2003 รางวัล อัลบั้ม Alternative แห่งปี รางวัลแกรมมีปี 2004 สาขาบันทึกเสียงแห่งปี ฯลฯ อัลบั้มนี้แฟน ๆ ว่ากันว่าเป็นอัลบั้มที่มีเนื้อหาดาร์กที่สุด ส่วนใหญ่จะพูดถึงความสับสน ความเศร้า อาทิเพลง “in my place” “ the Scientist” 2 เพลงนี้ก็สร้างโคลด์เพลย์ให้มีชื่อเสียงกว้างขวางกว่าเดิม

X&Y 2005

                เป็นอัลบั้มที่ออกมาเมื่อปี 2005 ถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ X และ Y มันก็จะอินดี้หน่อย ๆ อัลบั้มนี้ เพลงส่วนใหญ่เริ่มมีความสดใส แต่เพลงก็เพลงเนื้อหาเศร้าหน่อย มีเพลงฮิตติดหูอยู่ 2 เพลงได้แก่ “Fix you” จาก X เพลงช้าความหมายดี เชิงให้กำลังใจ และอีกหนึ่งเพลงที่แฟน ๆ เทใจมากถึงมากที่สุด ก็ได้แก่ “Speed of Sound” จาก Y เพลงนี้พิเศษหน่อยเขียนขึ้นจากสมาชิกในวงทั้งหมดเลยทีเดียว

Ghost Stories

                อัลบั้มนี้ออกเมื่อปี 2014 เป็นอัลบั้มที่มีคอนเซ็ปต์มาจากหัวหน้าวง “คริส มาร์ติน” เนื้อหาหนักเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต ที่มีผลกระทบต่อพวกเขาในอนาคต เพลงส่วนมากในอัลบั้มนี้จะออกแนวต้องมนตร์ ฟังเคลิ้ม ๆ ทั้งเพลง “Always in My Head” “True Love” และ “Magic” เพลงนี้พิเศษมาก ได้นางเอกชาวจีนชื่อดัง อย่างจางซิยี่ มารับบทนางเอก MV ด้วย ปังมาก ส่วนอีกเพลงที่แฟน นิยมไม่แพ้กันก็คือ “A Sky Full of Stars”

A Head Full of Dreams

                อัลบั้มล่าสุด เมื่อปี 2015 – 2016 เป็นอัลบั้มที่ดังถล่มทลายทุกชาร์ต กวาดรางวัลไปมากมายและครองใจคนฟังทั่วโลกที่ไม่ใช่แค่แฟนคลับ แต่ละเพลงที่ปล่อยออกมาเรียกว่าฉีกแนวความเป็นโคลด์เพลย์ไปพอสมควร จะดำมืด อินดี้มาโดยตลาด อัลบั้มนี้จะออกแนวสีสันสดใส ความหมายของเพลง ดีหมด เกี่ยวกับการใช้ชีวิต พลังบวก  มีเพลงฮิตหลายเพลง ไม่ว่าจะเป็น “A Head Full of Dreams” “Hymn for the Weekend” “Up & Up” และ “Adventure of a Lifetime”

ปัจจุบันนี้วงโคลด์เพลย์ยังคงสร้างสรรค์ผลงานให้ได้ติดตามกัน เพลงล่าสุดที่ฮิตติดแทบทุกชาร์ต ได้แก่เพลง “Something Just Like This” ผลงานร่วมกับวงคู่ดีเจชื่อดัง The Chainsmokers มียอดวิวทะลุ 1000 ล้านไปเรียบร้อยแล้ว